ข้อห้ามและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางโดยเครื่องบิน

UploadImage

ข้อห้ามและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางโดยเครื่องบิน
 
ผู้โดยสารที่มีปัญหาสุขภาพควรต้องพบแพทย์ก่อนเดินทางเพื่อลดความเสี่ยง และควรมียาประจำตัวพกพาในกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารที่ใช้ข้อเทียม ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือต้องมีเครื่องมือแพทย์ขึ้นเครื่องต้องนำใบรับรองแพทย์ติดตัว
ผู้โดยสารพิการที่ต้องได้รับความช่วยเหลือระหว่างอยู่บนเครื่องควรต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย และควรแจ้งให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องทราบล่วงหน้า
 
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาและมีอาการคงที่ หรืออาจมีอาการทรุดลงระหงว่างเดินทางต้องยื่นเอกสารขออนุมัติการเดินทางกับสายการบิน (MEDIF หรือ Medical Information Form) ก่อนที่จะจองที่นั่ง และควรต้องระบุปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้บนเครื่อง ต้องใช้เปลนอนหรือไม่ สายการบินอาจปฏิเสธหรือขอเลื่อนวันเดินทางถ้าเห็นว่าอาการของผู้ป่วยยังไม่ปลอดภัยพอ เช่นเดียวกันอาจขอให้เปลี่ยนวิธีเดินทาง เช่น ลักษณะของที่นั่ง  การใช้ออกซิเจน หรือควรมีแพทย์และ/หรือพยาบาลร่วมเดินทางกับผู้ป่วย
 
ลักษณะของผู้ที่ยังไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบินมีดังนี้
 
• เด็กแรกเกิดอายุต่ำกว่า 7 วัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงความกดดันอากาศในเครื่อง และสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดต้องมีการยื่น MEDIF เพื่อขออนุมัติการเดินทาง
 
• สตรีมีครรภ์ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้ ไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบินบ่อยๆ ในระยะแรกของการตั้วครรภ์เนื่องจากออกซิเจนบนเครื่องเบาบางกว่าอาจเป็นอัตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ข้อบังคับสำหรับสตรีมีครรภ์ของสายการบินมีดังนี้
 
o อายุครรภ์เกิน 28 อาทิตย์ต้องมีใบรับรองแพทย์บอกกำหนดการคลอด และรับรองความปลอดภัยในการเดินทาง
o การตั้งครรภ์ปกติและไม่ใช่ครรภ์แฝดสามารถเดินทางได้จนถึงอายุครรภ์ 36 อาทิตย์ ถ้าระยะเวลาบินไม่เกิน 4 ชั่วโมง และอายุครรภ์ 34 อาทิตย์ ถ้าระยะการบินเกิน 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องมีใบแพทย์ชี้แจงวันคลอดและรับรองความปลอดภัยของการเดินทาง
o ครรภ์แฝด หรือครรภ์ที่มีปัญหา เช่น รกเกาะต่ำ มีประวัติคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น ไม่สมควรเดินทางไกลโดยเครื่องบิน ยกเว้นมีการขอผ่าน MEDIF และได้รับอนุมัติการเดินทาง
o อายุครรภ์เกิน 36 อาทิตย์จะไม่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นเครื่อง
 
• ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ  ควรเตรียมยาที่ใช้ประจำให้ครบเพียงพอในการเดินทาง และถือขึ้นเครื่อง มีรายละเอียดและวิธีใช้ของยาแต่ละตัวแยกไว้ เพื่อเก็บไว้สำรองใช้กรณียาที่มีอยู่หายและไม่ควรเดินมากๆ ขณะอยู่ในเครื่องบิน ผู้ป่วยที่ยังไม่สมควรเดินทางโดยเครื่องบินมีดังนี้
 
o ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ยังควบคุมไม่ได้
o ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายเรื้อรัง ต้องมีอาการปกติ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติโดยไม่เจ็บหน้าอก ไม่หอบเหนื่อย หรือไม่มีหัวใจเต้นผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วควรรออย่างน้อย 4-6สัปดาห์ แต่ถ้าจำเป็นก็สามารถเดินทางหลังจากมีอาการ 2-3 สัปดาห์ได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และต้องแจ้งสายการบินเพื่อขอออกซิเจนในกรณีที่จำเป็น
o ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ไม่ควรเดินทางภายใน 2 สัปดาห์ภายหลังผ่าตัดเพื่อรอให้อากาศที่อยู่ในช่องหน้าอกขณะผ่าตัดถูกดูดซึมหมดก่อน
o โรคหัวใจล้มเหลว
o โรคความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่อยู่  (ความดันตัวบนเกิน 160 mmHg) ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สามารถเดินทางได้ถ้าได้รับการรักษาก่อน และควรเตรียมยาให้เหมาะสมกับการเดินทาง และเวลาที่เปลี่ยนไป
o โรคหัวใจเต้นผิดปกติที่ยังรักษาไม่ได้ ไม่ได้ยาละลายลิ่มเลือด หรืออยู่ระหว่างคอยการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
o โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ และมีอาการเหนื่อยหอบ
o ผู้ที่ไปดำน้ำลึก หรือเกิดอาการป่วยจากความกดดันที่ลดลง (decompression sickness)  ต้องคอยอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังหยุดดำน้ำหรือหลังหายจากอาการก่อนเดินทางโดยเครื่องบิน
o โรคปอดรั่วที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วแต่อาการยังไม่คงที่ และอาจเกิดการรั่วระหว่างอยู่บนเครื่อง
o อาการน้ำท่วมในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ได้รับการรักษา
o ผู้ป่วยโรคหอบหืด  ถ้ายังมีอาการรุนแรง อาการยังไม่คงที่ หรือเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไม่สมควรเดินทาง แต่ในรายที่มีอาการน้อยควรจะต้องมียาติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วยโดยเฉพาะยาชนิดพ่นขยายหลอดลม 
o ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สามารถเดินทางได้ถ้าไม่มีอาการหอบเหนื่อย หายใจตื้น เวลาเดินหรือเวลาขึ้นบันได แต่การเดินทางโดยเครื่องบินจะมีปัญหาออกซิเจนไม่เพียงพอเมื่ออยู่บนเครื่อง ควรเช็คค่าความกดดันของออกซิเจนในปอดก่อนทำการบิน เพื่อขอออกซิเจนเพิ่มระหว่างเดินทาง
o ภาวะการหายใจล้มเหลว
o อาการเหนื่อย หอบขณะที่ไม่ได้ออกกำลัง หรือมีปัญหาโรคปอดเรื้อรังและรุนแรง
o โรคปอดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือที่อาการยังไม่คงที่สำหรับการเดินทาง
o ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้ไม่สามารถหายใจเองได้ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
o โรคปอดบวมที่ยังอยู่ในระยะแพร่เชื้อ
o โรควัณโรคปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ได้รับการรักษาไม่ถึง 15 วัน
 
• ผู้ป่วยโรคทางระบบสมอง หรือโรคหลอดเลือดในสมองผิดปกติ 
 
o ผู้ป่วยโรคลมชักที่อาการยังควบคุมไม่ได้ หรือผู้ป่วยหลังการผ่าตัดสมองไม่ถึง 2 อาทิตย์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนยังไม่ควรเดินทาง ในกรณีที่เดินทางได้แพทย์ผู้รักษาอาจต้องเพิ่มขนาดของยากันชักให้สูงกว่าปกติเพื่อการป้องกัน เนื่องจากบนเครื่องออกซิเจนจะเบาบางกว่าทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจน รวมทั้งอาการอ่อนเพลียจากการเดินทาง มีความวิตกกังวล หรือการเปลี่ยนเวลาจะทำให้อาเกิดการชักได้ง่ายขึ้น 
o โรคหลอดเลือดสมองที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีปัญหาเนื่องจากเซลล์สมองได้รับออกซิเจนน้อยอยู่แล้ว และเมื่อโดยสารบนเครื่องภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดอันตรายได้ ผู้ป่วยควรให้อาการทางสมองหายเป็นปกติ หรือมีอาการคงที่อย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนการเดินทาง  รวมทั้งให้แพทย์ผู้รักษาพิจารณาขอออกซิเจนเพิ่มบนเครื่อง
o ผู้ป่วยอุบัติเหตุและสมองกระทบกระเทือนไม่ถึง 15 วัน
o ภาวะคั่งน้ำในสมองที่ไม่ได้รับการรักษา หรือหลังการเจาะน้ำไขสันหลังไม่ถึง 1 อาทิตย์เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วของน้ำไขสันหลัง
o หลังการฉีดสีตรวจเส้นเลือดในสมองไม่ถึง 3 วัน
o โรคทางจิตเวช ถ้าอาการยังไม่สงบไม่สามารถเดินทางได้ กรณีที่มีการรักษาและมีอาการปกติดีแล้วต้องมีแพทย์ พยาบาลหรือญาติที่สามารถควบคุมผู้ป่วยได้ เดินทางด้วยและต้องได้รับคำรับรองจากจิตแพทย์ผู้รักษาว่ามีอาการสงบ และปลอดภัยสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน บางครั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและของผู้โดยสารอื่นแพทย์อาจจำเป็นต้องให้ยาระงับประสาทหรือยานอนหลับก่อนการเดินทาง
 
• ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร 
ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในเครื่องบินคือการขยายตัวของก๊าซในทางเดินอาหาร
 
o ผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดช่องท้อง การขยายตัวของก๊าซในทางเดินอาหารอาจทำเกิดการแตกของแผลผ่าตัด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนควรเดินทางหลังการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อให้ก๊าซในช่องท้องถูกดูดซึม
o ผู้ป่วยที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาเปิดที่หน้าท้อง (colostomy) ควรเตรียมนำถุง colostomy เพิ่มกว่าปริมาณที่ใช้ปกติสำหรับเปลี่ยนในระหว่างการเดินทาง
o โรคลำไส้อุดตัน ทางเดินอาหารทะลุ หรือมีเลือดออกรวมทั้งเส้นเลือดโป่งพองที่หลอดอาหารแตก 
o อาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง
o ผู้ป่วยที่เสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหารต้องให้เลือดหยุดสนิทก่อนและมีระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบินมากกว่า 10 กรัม/เดซิลิตรก่อนการเดินทาง
o ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางเดินอาหารไม่ถึง 7 วัน
o ผู้ที่ได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง
 
• ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน โรคนี้เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่นั่งชั้นประหยัดที่นั่งคับแคบ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวระหว่างอยู่บน ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากขาสู่หัวใจไม่ดี เกิดอาการเท้าและขาบวม จนถึงอาการเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน วิธีป้องกัน คือควรสวมรองเท้าที่สบาย ไม่คับ หรือถอดรองเท้าระหง่างอยู่บนเครื่อง ขยับข้อเท้าและขาหรือลุกเดิน เพื่อให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น อย่านอนในท่าที่ส่วนขาของร่างกายถูกกด และไม่ควรใช้ยานอนหลับเพราะจะทำให้หลับลึกและไม่รู้สึกเวลาขาถูกทับนาน ๆ ขณะอยู่บนเครื่องต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือกาแฟในกรณีที่ใช้เวลาเดินทางนานเพราะทำให้ปัสสาวะบ่อย เส้นเลือดขยายตัวอันเป็นสาเหตุส่งเสริมให้เกิดเส้นเลือดที่ขาอุดตัน สำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดดำอุตัน หรือมีลิ่มเลือดที่ปอดต้องมีการให้ยาป้องกันก่อนการเดินทาง
 
• ผู้ป่วยอื่นๆ ที่ยังไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบิน
 
o ผู้ป่วยโรคตาบางชนิด เช่น จอประสาทตาร่อนน้อยกว่า 3 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ต้อหินกำเริบหรือได้รับการผ่าตัดไม่ถึง 1 เดือน โรคกระจกตาอักเสบที่แผลยังไม่หายสนิท
o โรคไซนัสหรือโรคหูอักเสบเฉียบพลัน
o ผู้ที่ได้รับได้รับการผ่าตัดหูไม่ถึง 3 เดือน
o โรคเลือดจางที่มีค่าของความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่า 10 กรัม/เดซิลิตร ไม่ควรเดินทางถ้าที่มี เนื่องจากปริมาณออกซิเจนจะไม่เพียงพอสำหรับร่างกาย 
o โรคที่ต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องห้ามในการขึ้นเครื่อง
o โรคติดเชื้อที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ (โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคคางทูม โรคไอกรน โรคงูสวัด)  
o โรคเอดส์ที่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง
o โรคเบาหวานที่ยังคุมน้ำตาลไม่ได้ยังไม่ควรเดินทางกรณีที่คุมน้ำตาลได้ควรติดต่อสายการบินเพื่อให้จัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรนำยาติดตัวขึ้นเครื่องบินด้วยถ้ามีการใช้ยาฉีดพร้อมอุปกรณ์ต้องมีใบรับรองแพทย์แนบ การเดินทางทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเวลาควรต้องรักษาเวลาในการรับประทานอาหาร และยาโดยใช้เวลาของสถานีต้นทางแล้วค่อยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเวลาใหม่ของปลายทาง
o ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ยังต้องรอดูอาการแทรกซ้อน หรือกำลังอยู่ระหว่างการรักษา
o ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดข่อไม่ถึง 7 วัน
o ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการใส่เฝือก ควรผ่าเฝือกก่อนการเดินทาง
o ผู้ป่วยที่มีแผลขนาดใหญ่ หรือแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกที่อาการยังไม่ดี
o ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่อาจมีอาการทรุดลงระหว่างเดินทาง
 
ขอบคุณข้อมูลสาระดีๆจาก prthaiairways

จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด 65,089 คน เขียนข่าวโดย : AVIATOR

สามารถแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นค่ะ
สมัครสมาชิก / Login เข้าสู่ระบบ
ข่าวล่าสุด new 23 พ.ค. 59
คำค้นหา